Featured
กินแล้วตั้งใจไม่จ่ายมีความผิดนะจ๊ะ

กินแล้วตั้งใจไม่จ่ายมีความผิดนะจ๊ะ

นับวันนิสัยใจคอมนุษย์อย่างเราๆเลวร้ายลงไปทุกที ไม่มีน้ำใจแก่กันไม่พอ ยังเบียดเบียนคนทำมาหาสุจริตอีก ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีเงินก็ยังจะสั่งอาหารและเครื่องดื่มมาเยอะแยะเกินกว่ากำลังที่ตนเองจะจ่ายได้ บางรายหนักเข้าหน่อยคือมีเงินจ่าย แต่พอถึงเวลาจ่ายเงินแล้วไม่มีเงินจ่ายเฉยเลยหรือไม่ก็ไม่จ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มเอาซะดื้อๆ

ไม่รู้ว่าด้วยฤทธิ์สุราหรือต้องการก่อกวนกันแน่ แต่เหล่าพ่อค้าแม่ขายไม่ต้องกังวลไปนะคะ กฎหมายมีบทลงโทษสำหรับลูกค้าประเภทนี้ ผู้ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 345 ซึ่งมาตรานี้ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า

“ ผู้ใดสั่งซื้อและบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือเข้าอยู่ในโรงแรม โดยรู้ว่าตนไม่สามารถชำระค่าบริการและค่าบริโภคเหล่านั้นได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

เช่น หากเรามีเงินอยู่ 300 บาท สั่งหูฉลามราคา 3,000 บาทมารับประทาน โดยที่รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าไม่มีความสามารถในการชำระเงินตามราคาจริงให้กับผู้ขายได้ในเวลาที่ผู้ขายทำการเก็บเงิน เรามีความผิดฐานฉ้อโกงเต็มๆเลยนะคะ
ได้ความรู้ได้ด้านกฎหมายในประเด็นนี้ไปเต็มๆแล้ว ก็ควรที่จะใจเขาใจเราไม่หลอกกินฟรี ไม่ชักดาบใส่พ่อค้าแม่ขาย เพราะพวกเขาเหล่านั้นต้องใช้ต้นทุนในการทำมาหากิน และที่แย่ไปกว่านั้นตัวเราเองที่ไปชักดาบใส่พ่อค้าแม่ค้านั้นมีประวัติว่าเป็นคนฉ้อโกงไปจนวันตายนะคะ

ไปไหนมาไหนไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือไปต่างประเทศ หรือแม้กระทั้งจะสมัครงานที่ใดก็ลำบากนะคะ บริษัทส่วนมากเขาจะไม่รับบุคคลที่มีประวัติด่างพร้อย คิดดูเอาละกันนะคะ ในยุคสมัยนี้ขนาดประวัติดี การศึกษาดี ประสบการณ์เยอะยังหางานยากขนาดนี้ แล้วถ้าหากมีประวัติ ประฉ้อโกงติดตัวไปล่ะ จะหางานยากแค่ขนาดไหน เพราะฉะนั้นเราควรพฤติกรรมเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม

ตั้งตนให้อยู่ในกรอบกฎหมายและคำนึงถึงศีลธรรมอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าหากเราตกทุกข์ได้ยากไม่มีเงินรับประทานอาหารจริงๆ การขอรับประทานอาหารจากผู้ขายฟรีสักหนึ่งมื้อ โดยทีผู้ขายก็ยินยอมที่จะให้รับประทานฟรีก็ไม่ได้น่าเกลียดจนเกินไป เพราะดิฉันเองก็เชื่อคำที่บรรพบุรุษกล่าวขานกันมาอย่างยาวนานว่า “แผ่นดินไทยแม้จะแห้งแล้งแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยแล้ง คือ น้ำใจของคนไทยนั่นเอง” และที่สำคัญที่สุดไม่ขัดต่อกฎหมายข้อใดๆอีกด้วยนะ

Featured
รักตูบ เก็บอึตูบ

รักตูบ เก็บอึตูบ

ในหลายๆปีที่ผ่านมาพบว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับชีวิตของสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขเป็นอย่างมากถึงขนาดผลักดันให้มีเป็นข้อกำหนดกฎหมดหมายเลยทีเดียวค่ะ หลังจากผลักดันกันมาเป็นระยะเวลานาน ในที่สุดก็เกิดพะราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ขึ้น

ซึ่งมีคดีตัวอย่างเอาผิดผู้ที่ทำร้ายสุนัขอย่างจริงจังเกิดขึ้นแล้วนะคะทุกท่าน เอาล่ะค่ะ ถึงคราวแล้วที่สัตว์เลี้ยงจะฟ้องเอาผิดคนผ่านคนด้วยกันได้แล้ว แต่ถึงกระนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้ให้สิทธิ์สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขในการถ่ายมูลเรี่ยราดได้ตามใจชอบนะคะ การปล่อยให้สุนัขถ่ายเรี่ยราดบนถนนถือเป็นความผิดโดยตรงของเจ้าของสุนัขในกรณีที่เพิกเฉยต่อการขจัดมูล เรามาดูกันว่าหากเจ้าของสุนัขปล่อยปละละเลยให้สุนัขปล่อยมูลบนถนนหน้าบ้านผู้อื่นอยู่เป็นประจำโดยไร้ความรับผิดชอบนั้นมีความผิดตามกฎหมายข้อใดบ้างเอ่ย

พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ได้ให้ให้ความหมายของมูลฝอยไว้ว่า “มูลฝอย หมายความว่า เศษกระดาษ เศษผ้า เศษอาหาร เศษสินค้า ถุงพลาสติก ภาชนะที่ใส่อาหาร เถ้า มูลสัตว์ หรือซากสัตว์ รวมตลอดถึงสิ่งอื่นใดที่เก็บกวาดจากถนน ตลาด ที่เลี้ยงสัตว์ หรือที่อื่น รวมตลอดถึงสิ่งอื่นใดที่เก็บกวาดจากถนน ตลาด ที่เลี้ยงสัตว์ หรือที่อื่น

” จะเห็นว่ามูลสัตว์ถือเป็นมูลฝอยตามบัญญัติของพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยมาตรา 14 วรรค 2 มีใจความว่า “ ห้ามมิให้ผู้ใดปล่อยให้สัตว์ถ่ายมูลลงบนถนนและมิได้ขจัดมูลดังกล่าวให้หมดไป ” ส่วนมาตรา 52 มีใจความว่า “

ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ” ครั้งละ 500 บาทเชียวนะ

ปล่อยปละละเลยหลายครั้งหลายหนก็หลายบาทนะจ๊ะ วันหลังถ้าเห็นสุนัขของเรากำลังนั่งยองๆและปล่อยมูลลงบนพื้นถนนสาธารณะก็รีบเข้าไปขจัดผลงานเจ้าตูบที่รักให้หมดสิ้นไปด้วยนะค่ะ นอกจากจะไม่สวยงามแก่การประจักษ์แล้ว

บางครั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ที่ใช้ถนนสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการเหยียบอึเจ้าตูบในขณะที่ข้ามถนน ทำให้อึสดๆของเจ้าตูบติดหนึบไปกับรองเท้าที่จะต้องใส่ไปทำงาน ส่งผลให้เพื่อนบ้านอารมณ์เสียแต่เช้า ที่สำคัญผิดกฎหมายดังที่กล่าวมาข้างต้นด้วยนะ

เมื่อได้รู้อย่างนี้แล้วเจ้าของตูบยังจะปล่อยให้สุนัขถ่ายมูลเรี่ยราดบนท้องถนนสาธารณะอีกไหมเอ่ย ทางที่ดีที่สุดนั้น คือ การฝึกให้เจ้าตูบของเราอึให้เป็นที่เป็นทางตั้งแต่เล็กๆ หรือให้ตูบอยู่เฉพาะในบริเวณบ้านของเราก็พอ

6 วิธี ออกกำลังกายในพื้นที่จำกัด!!

6 วิธี ออกกำลังกายในพื้นที่จำกัด!!

ปัจจุบันคนจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น โดยมีทั้งการเข้าฟิตเนส, เรียนต่อยมวย, เรียนเต้น, เรียนโยคะ, ว่ายน้ำ, เล่นฟุตบอล, ตีแบดมินตัน, วิ่งหรือปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ

แต่หากคุณไม่อยากเสียเงินเข้าคอร์สออกกำลังกายต่าง ๆ และคุณอาศัยอยู่ในหอพัก หรืออพาร์ทเมนท์ ที่ไม่มีสวนสาธารณะ หรือบริเวณที่จะใช้ออกกำลังกายได้ล่ะ? วันนี้เราจึงมานำเสนอการออกกำลังกายในพื้นที่จำกัด

  1. ซิทอัพ (Sit – Up): การซิทอัพ (Sit – Up) เป็นการออกกำลังกายที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ ใช้เพียงร่างกายของเราเท่านั้น ซึ่งการซิทอัพ สามารถช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงได้
  2. วิดพื้น (Push Up): การวิดพื้น หรือการดันพื้น เป็นอีกหนึ่งท่ากายบริหารที่ใช้ออกกำลังกาย โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ และสามารถทำอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดได้ โดยการออกกำลังกายโดยการวิดพื้นเป็นตัวช่วยในการเพิ่มความแข้งแรงให้กับกระดูกและแขนข้อมือ
  3. กระโดดเชือก: การกระโดดเชือก เป็นท่าการออกกำลังกายง่าย ๆ และมีอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว คือ เชือกสำหรับกระโดด ซึ่งการออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือกเวลา 30 นาที สามารถช่วยเผาพลาญพลังงานได้มากถึง 350 แคลอรี่
  4. กระโดดตบ: เป็นการออกกำลังกาย คล้าย ๆ กับการกระโดดเชือก แต่จะไม่มีอุปกรณ์เข้ามาช่วย แต่จะใช้เป็นการกระโดดและกาง – หุบ แขนและขา และยังเป็นการออกกกำลังกายที่ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดีมาก ซึ่งการกระโดดตบต่อเนื่อง 20 นาที สามารถช่วยเผาพลาญพลังงานได้มากถึง 200 แคลอรี่
  5. เต้นแอรโรบิค: อีกหนึ่งกิจกรรมออกกำลังกายในพื้นที่จำกัดที่ไม่สามารถลืมได้เลย ก็คือ การเต้นแอโรบิก ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยส่งเสริมให้ระบบการทำงานของหัวใจให้ดีขึ้น สร้างความอดทนและความแข็งแรงของหัวใจ ปอด และระบบการไหลเวียนโลหิตอีกด้วย
  6. โยคะ: การออกกำลังกาย โดยการเล่นโยคะ ไม่จำเป็นต้องเสียเงินลงคอร์สแพง ๆ แต่หากเล่นอยู่ที่ห้องก็ได้ แต่จะเล่นได้เฉพาะท่าเบสิคที่ไม่อันตรายเท่านั้น การเล่นโยคะเป็นการใช้การทำงานของกล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ อีกทั้งยังส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจ และเสริมระบบไหลเวียนโลหิตให้ดีมากขึ้น

หากผู้ใดที่สนใจสามารถลองออกกำลังกายด้วยการอกกำลังกายแบบเบสิค 6 วิธี ที่สามารถออกกำลังกายในพื้นที่จำกัดได้ สุขภาพดี แข็งแรง หุ่นฟิต ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องออกกำลังกายเองนะคะทุกคน

ขั้นตอนการเลือกช่างภาพรับปริญญาให้ถูกใจ

ขั้นตอนการเลือกช่างภาพรับปริญญาให้ถูกใจ

วันที่สำคัญที่สุดของการจบการศึกษาระดับอุดมศึกษา แล้วก้าวเข้าสู่วัยทำงานเต็มตัว ก็คงจะหนีไม่พ้นวันรับปริญญา ซึ่งในวันรับปริญญานี้หลาย ๆ คนก็ต้องการเก็บภาพสวย ๆ ทั้งถ่ายรูปกับเพื่อน ครูบาอาจารย์ที่นับถือ ไว้เป็นความทรงจำดี ๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย รวมไปถึงถ่ายรูปกับครอบครัว เพื่อเป็นความทรงจำ และความภาคภูมิใจของครอบครัว
ในการเลือกช่างภาพให้มาถ่ายภาพให้กับเรานั้น แน่นอนว่าเราต้องการภาพที่ดูสวยงาม มีการจัดองค์ประกอบที่ดี และมี

การแต่งภาพเพื่อความสวยงามมากยิ่งขึ้น ซึ่งตรงนี้การจะได้รูปถ่ายที่สวยงามได้ เรียกว่าต้องจ้างช่างภาพมืออาชีพ หรือคนที่ถ่ายรูปเป็น ไม่ใช่แค่คนที่ถ่ายรูปได้เท่านั้น ซึ่งราคาค่าจ้างถ่ายภาพหากต้องการช่างภาพที่ฝีมือดี มีผลงานที่สวยงาม ราคาค่าจ้างก็อาจตกประมาณครั้งละ 3,000 – 5,000 บาทต่อการถ่ายภาพครึ่งวัน หรือเต็มวัน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นราคาที่สูงเลยทีเดียว ดังนั้นคนที่จ้างช่างภาพจึงคาดหวังที่จะได้รูปสวย ๆ ตามที่ตกลง และได้รับตรงเวลาตามกำหนดที่นัดกันไว้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลาย ๆ คนก็ต้องผิดหวัง เนื่องจากจ้างช่างภาพมา แต่ช่างภาพนั้นไม่มีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ไม่ใส่ใจรายละเอียดของภาพ หรือไม่ก็ส่งมอบภาพช้ากว่ากำหนด หรือบางครั้งก็เงียบหายหนีไปเสียดื้อ ๆ ตรงนี้ทำให้บัณฑิตหลาย ๆ คนอาจจะต้องเจ็บช้ำ น้ำตาตกใน ทั้ง ๆ ที่จ่ายเงินราคาที่สูง แต่ได้รับบริการที่ทำให้ผิดหวัง ดังนั้น วันนี้ เราจะมาบอกเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับการเลือกช่างภาพรับปริญญาให้ถูกใจมาฝากกันค่ะ

1. การเลือกช่างภาพที่เป็นคนที่เรารู้จัก หรือช่างภาพที่แนะนำโดยคนรู้จัก

วิธีที่ชัวร์ที่สุดก็คือ การเลือกช่างภาพที่เรารู้จัก และไว้ใจได้ เนื่องจากหากเรารู้จักก็จะทำให้ทราบถึงสไตล์การถ่ายภาพ และความเป็นมืออาชีพในการทำงานของเขา หรืออาจเลือกช่างภาพที่แนะนำโดยคนรู้จัก โดยอาจสอบถามรายละเอียดจากรุ่นพี่ หรือคนที่เคยใช้บริการมาก่อนเพื่อให้เกิดความแน่ใจ

2. การทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร

หลาย ๆ คนอาจจะโดนเบี้ยวส่งมอบงาน เนื่องจากการไม่มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรที่แน่นอน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ การทำสัญญาว่าจ้างโดยเป็นลายลักษณ์อักษร และให้ลงชื่อทั้งผู้ว่าจ้าง และผู้รับจ้าง โดยให้มีข้อกำหนดต่าง ๆ ระบุไว้ในสัญญาให้ชัดเจน เช่น ส่งมอบงานกี่ภาพ และจะส่งมอบงานเมื่อไหร่ ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้รับจ้างผิดสัญญาจ้าง และหากมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนผู้ว่าจ้างก็จะได้ไม่คอยวนเวียนไปถามว่าจะได้รูปที่ถ่ายเมื่อไหร่ เพราะการถามบ่อย ๆ ก็อาจเป็นการรบกวนหรือกดดันช่างภาพมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งสองฝ่ายเอาใจเขามาใส่ใจเราก็จะทำให้เข้าใจและรู้สึกเห็นอกเห็นใจกันมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ บางครั้งผู้จ้างช่างภาพ ก็ต้องการที่จะเห็นรูปตัวอย่าง หรือต้องการทราบวันที่จะได้ภาพที่ชัดเจน เนื่องจากต้องการภาพสวย ๆ ไปลงใน Social Media ส่วนช่างภาพก็ต้องใช้เวลาในการสร้างสรรค์ ตกแต่งภาพให้มีความสวยงาม บางคนอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่อาทิตย์ แต่บางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน ตรงนี้ก็ต้องมีการตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนที่จะว่าจ้าง เพื่อที่จะได้ไม่เกิดปัญหาและความไม่เข้าใจกันตามมาที่หลังนั่นเอง